พระเจ้าช่วย นี่ชั้นเขียน Blog ใน Exteen ได้แล้วเหรอนี่หลังจาก ไม่สามารถอัพอะไรได้เลยจนต้องปล่อยให้ Blog กลายเป็นวัตถุโบราณ
ขอพูดเรื่องของ Flower sanctity อันที่เขียนขึ้นมาใหม่ไว้เป็นบันทึกช่วยจำของผู้เขียนแล้วกันครับ
ธีมของเรื่องนี้คือแฟนตาชีในรั้วโรงเรียนสตรี
สิ่งที่ต้องทำคือการสร้างภาพของโลกในเรื่องให้ชัดเจนที่สุดในหัวคนอ่าน
สิ่งที่อยากจะทำคือกำกับอารมณ์ของคนอ่านให้มีส่วนร่วมในอารมณ์ของตัวละคร
การกำกับอารมณ์ของคนอ่านคืออะไรละ บางคนอาจจะเข้าใจบางคนอาจจะไม่เข้าใจ คนเขียนก็เป็นคนที่ข้อนข้างจะความจำไม่ค่อยดี เขียนไว้ให้ตัวเองอ่านหน่อยแล้วกันว่าต้องการอะไรบ้าง
การเขียนเรื่องของผม กำหนดจุด เริ่มต้นและจุดจบ ส่วนตรงกลางจะเว้นว้างไว้ในฐานะของนักเขียน(เพราะเขียนนิยายมาตั้งแต่สิบสี่สิบห้าไม่ใช่เพราะเป็นมืออาชีพอย่างไร)เห็นว่านี่เป็นเรื่องที่อันตรายมาก
เพราะต้องว่ายน้ำไปให้ถึงจุดจบซึ่งบ่อยครั้งจะจมน้ำตายก่อนว่ายถึงจุดจบ แล้วยังมีปัญหาอีกว่าหากว่ายถึงจุดจบแล้วเกิดอยากจะเขียนต่ออีก งานมักจะออกมาไม่ดี แง่มุมที่จะเขียนก็เหมือนจะหมดไปอารมณ์คงเหมือนหนังภาคต่อ
Flower sanctity ผมอยากจะเขียนเป็นนวนิยายเรื่องยาวทั้งที่ทราบว่า ความสามารถในการทำงานให้สำเร็จ หรือสิ่งที่เรียกว่า "ศักยภาพ" นั้นมีน้อยมาก
การเขียนใหม่ครั้งนี้จึงต้องกำหนดว่า จะแบ่งช่วงการเขียน จุดเริ่มต้นและจุดจบครั้งนี้จึงไม่ใช้ นางเอก และ นางเอก รักอย่างครั้งที่แล้ว แต่น่าจะเป็นการทำภาระกิจสักอย่างให้สำเร็จ ความสัมพันธ์จะพัฒนาขึ้นมาเอง ในขณะที่ครั้งที่แล้วตั้งธงไว้แล้วใช้เหตุการ์ณถูไถไป
ถ้าเทียบหนังไทยก็ พระเอกนางเอกไปเที่ยวป่า ฝนตกและพบกระท่อมร้าง เอวัง... พระเอกนางเอกได้เสียกัน
เอาละที่นี้ผมได้จุดเริ่มต้นแล้ว นางเอกเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ในโรงเรียน
จุดจบ ปราบปิศาจสะกดเจ้าหญิงแห่งรัตติการที่เข้ามาทำความวุ่นวายในโรงเรียน
แค่คิดจุดเริ่มต้นจุดจบก็มองเห็นภาพง่ายมากเลย นางเอกต้องได้พลังวิเศษไปสู้กับปิศาจแล้วชนะในที่สุด นี่คือส่วนของช่องว่างที่ต้องเติมเข้าไป หลังจากนั้นผมก็จะเริ่มเทองค์ประกอบของเรื่องเข้าไป ฉากสถานที่เบื้องหลังความเป็นมา ตัวละคร 2 ถึง5 คนเทเข้าไปในแต่ละตอน และตั้งกฎกับตัวเองว่าห้ามมีตัวละครหลักเกิน 5 คนในแต่ละตอน
ทำไมต้องกำหนดกฎ 5 คน เป็นวิธีการเขียนนิยายที่ผมจำมาจากมืออาชีพเหรอ?
เปล่าเลย ก็แค่กำหนดกฎให้ตัวเองเท่านั้น ก็เหมือนผมจะไม่ใช้ "ๆ" ในนิยายของตัวเองมันไม่มีเหตุผลอะไร
เมื่อเทองค์ประกอบลงไปแล้ว ผมก็เริ่มจัดแล้วมองว่าต้องบอกอะไรบ้างอธิบายอะไรบ้างควรปิดบังเรื่องอะไรไว้บ้าง ส่วนนี้จะคิดตอนที่เขียน แก้ไปเขียนไป เมื่อเขียนเรื่องทั้งหมดแล้วจะกลับมาอ่านอีกที่โดยถามตัวเองตลอดเวลาว่าอ่านแล้วเกิดความรู้สึกอะไรบ้าง
ราบเรียบไม่ตื่นเต้นไม่น่าสนใจ ก็เข้าข้างตัวเองว่าเป็นคนเส้นลึกทั้งที่เวลาเข้าไปดูหนังเรียกน้ำตาทีไรน้ำตาแตกออกจากโรงทุกครั้ง
เอาน่าใจเย็น นี่เป็นคำปลอบใจตัวเองทีได้ผลที่สุด เหตุการณ์ไหนที่อยากให้น่าสนใจต้องมาแก้ให้น่าสนใจ ตรงไหนอยากให้รู้สึกเป็นอย่างต่อเนื่องก็ต้องพยายามเขียนให้เป็นแบบนั้นก็ได้
อย่างน้อยเส้นของอารมณ์ที่ราบเรียบมันอาจจะกระตุกขึ้นมาบ้างสักเล็กน้อย
การทำตัวเป็นคนอ่านสงสัยในเรื่องที่ตัวเองเขียนเป็นอีกอย่างที่ขาดไมได้
ผมต้องหาจังหวะเฉลยเรื่องที่สงสัยโดยอาจจะเว้นระยะไปเล็กน้อยในเนื้อเรื่อง หวังให้คนอ่านเค้าอ่านของเราอีกนิดก็ยังดี
สรุปการเขียนของผมเป็นแบบการนำมาแก้ไขที่หลัง บางคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา
แต่อย่างไรก็คิดว่าปัญหาเรื่องการดำเนินเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ
ถ้าแก้ไขตรงนี้ไม่ได้มีหวังจบกัน...
เขียนนิยายไม่เป็นแต่ชอบเขียนไดอารี่