2006/Aug/19

พระเจ้าช่วย นี่ชั้นเขียน Blog ใน Exteen ได้แล้วเหรอนี่หลังจาก ไม่สามารถอัพอะไรได้เลยจนต้องปล่อยให้ Blog กลายเป็นวัตถุโบราณ

ขอพูดเรื่องของ Flower sanctity อันที่เขียนขึ้นมาใหม่ไว้เป็นบันทึกช่วยจำของผู้เขียนแล้วกันครับ

ธีมของเรื่องนี้คือแฟนตาชีในรั้วโรงเรียนสตรี

สิ่งที่ต้องทำคือการสร้างภาพของโลกในเรื่องให้ชัดเจนที่สุดในหัวคนอ่าน

สิ่งที่อยากจะทำคือกำกับอารมณ์ของคนอ่านให้มีส่วนร่วมในอารมณ์ของตัวละคร

การกำกับอารมณ์ของคนอ่านคืออะไรละ บางคนอาจจะเข้าใจบางคนอาจจะไม่เข้าใจ คนเขียนก็เป็นคนที่ข้อนข้างจะความจำไม่ค่อยดี เขียนไว้ให้ตัวเองอ่านหน่อยแล้วกันว่าต้องการอะไรบ้าง

การเขียนเรื่องของผม กำหนดจุด เริ่มต้นและจุดจบ ส่วนตรงกลางจะเว้นว้างไว้ในฐานะของนักเขียน(เพราะเขียนนิยายมาตั้งแต่สิบสี่สิบห้าไม่ใช่เพราะเป็นมืออาชีพอย่างไร)เห็นว่านี่เป็นเรื่องที่อันตรายมาก

เพราะต้องว่ายน้ำไปให้ถึงจุดจบซึ่งบ่อยครั้งจะจมน้ำตายก่อนว่ายถึงจุดจบ แล้วยังมีปัญหาอีกว่าหากว่ายถึงจุดจบแล้วเกิดอยากจะเขียนต่ออีก งานมักจะออกมาไม่ดี แง่มุมที่จะเขียนก็เหมือนจะหมดไปอารมณ์คงเหมือนหนังภาคต่อ

Flower sanctity ผมอยากจะเขียนเป็นนวนิยายเรื่องยาวทั้งที่ทราบว่า ความสามารถในการทำงานให้สำเร็จ หรือสิ่งที่เรียกว่า "ศักยภาพ" นั้นมีน้อยมาก

การเขียนใหม่ครั้งนี้จึงต้องกำหนดว่า จะแบ่งช่วงการเขียน จุดเริ่มต้นและจุดจบครั้งนี้จึงไม่ใช้ นางเอก และ นางเอก รักอย่างครั้งที่แล้ว แต่น่าจะเป็นการทำภาระกิจสักอย่างให้สำเร็จ ความสัมพันธ์จะพัฒนาขึ้นมาเอง ในขณะที่ครั้งที่แล้วตั้งธงไว้แล้วใช้เหตุการ์ณถูไถไป

ถ้าเทียบหนังไทยก็ พระเอกนางเอกไปเที่ยวป่า ฝนตกและพบกระท่อมร้าง เอวัง... พระเอกนางเอกได้เสียกัน

เอาละที่นี้ผมได้จุดเริ่มต้นแล้ว นางเอกเข้ามาเป็นนักเรียนใหม่ในโรงเรียน

จุดจบ ปราบปิศาจสะกดเจ้าหญิงแห่งรัตติการที่เข้ามาทำความวุ่นวายในโรงเรียน

แค่คิดจุดเริ่มต้นจุดจบก็มองเห็นภาพง่ายมากเลย นางเอกต้องได้พลังวิเศษไปสู้กับปิศาจแล้วชนะในที่สุด นี่คือส่วนของช่องว่างที่ต้องเติมเข้าไป หลังจากนั้นผมก็จะเริ่มเทองค์ประกอบของเรื่องเข้าไป ฉากสถานที่เบื้องหลังความเป็นมา ตัวละคร 2 ถึง5 คนเทเข้าไปในแต่ละตอน และตั้งกฎกับตัวเองว่าห้ามมีตัวละครหลักเกิน 5 คนในแต่ละตอน

ทำไมต้องกำหนดกฎ 5 คน เป็นวิธีการเขียนนิยายที่ผมจำมาจากมืออาชีพเหรอ?

เปล่าเลย ก็แค่กำหนดกฎให้ตัวเองเท่านั้น ก็เหมือนผมจะไม่ใช้ "ๆ" ในนิยายของตัวเองมันไม่มีเหตุผลอะไร

เมื่อเทองค์ประกอบลงไปแล้ว ผมก็เริ่มจัดแล้วมองว่าต้องบอกอะไรบ้างอธิบายอะไรบ้างควรปิดบังเรื่องอะไรไว้บ้าง ส่วนนี้จะคิดตอนที่เขียน แก้ไปเขียนไป เมื่อเขียนเรื่องทั้งหมดแล้วจะกลับมาอ่านอีกที่โดยถามตัวเองตลอดเวลาว่าอ่านแล้วเกิดความรู้สึกอะไรบ้าง

ราบเรียบไม่ตื่นเต้นไม่น่าสนใจ ก็เข้าข้างตัวเองว่าเป็นคนเส้นลึกทั้งที่เวลาเข้าไปดูหนังเรียกน้ำตาทีไรน้ำตาแตกออกจากโรงทุกครั้ง

เอาน่าใจเย็น นี่เป็นคำปลอบใจตัวเองทีได้ผลที่สุด เหตุการณ์ไหนที่อยากให้น่าสนใจต้องมาแก้ให้น่าสนใจ ตรงไหนอยากให้รู้สึกเป็นอย่างต่อเนื่องก็ต้องพยายามเขียนให้เป็นแบบนั้นก็ได้

อย่างน้อยเส้นของอารมณ์ที่ราบเรียบมันอาจจะกระตุกขึ้นมาบ้างสักเล็กน้อย

การทำตัวเป็นคนอ่านสงสัยในเรื่องที่ตัวเองเขียนเป็นอีกอย่างที่ขาดไมได้

ผมต้องหาจังหวะเฉลยเรื่องที่สงสัยโดยอาจจะเว้นระยะไปเล็กน้อยในเนื้อเรื่อง หวังให้คนอ่านเค้าอ่านของเราอีกนิดก็ยังดี

สรุปการเขียนของผมเป็นแบบการนำมาแก้ไขที่หลัง บางคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องธรรมดา

แต่อย่างไรก็คิดว่าปัญหาเรื่องการดำเนินเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ

ถ้าแก้ไขตรงนี้ไม่ได้มีหวังจบกัน...

2005/Aug/30

ถ้ามองการ์ตูนญี่ปุนเป็นสี แล้วคนเสพเป็นผ้าขาว หากคุณสาดสีลงไป คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าผ้าขาวยังเป็นผ้าขาวอยู่

รายการนี้นำเสนอโดยความเชื่อเดิมว่าการ์ตูนเป็นเรื่องสำหรับเด็ก การ์ตูนพันธุ์เดิมทีเขารู้จักคือ ของไร้สาระหรือของหลอกเด็กให้หัดอ่านหนังสือแบบนิทานภาพ พอพบการ์ตูนทีผิดจากสิ่งเดิมที่เขารู้จักก็เรียกมันว่าการกลายพันธุ์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อหลอกล่อลวงเงินในกระเป๋าเด็กให้มาซื้อ และหลบจากสายตาของผู้ปกครอง

"อ๋อ...ลูกอ่านหนังสือการ์ตูน"

แต่ในความจริงแล้ว หนังสือการ์ตูนของญี่ปุนแบ่งระดับการอ่านตามเนื้อหาอยู่แล้ว เขาขายการ์ตูนตามกลุ่มตลาดของเขา เด็กสนใจเรื่องของเด็กก็เขียนเกี่ยวกับของเล่นหรือความฝันของเด็ก จะเด็กชายเด็กหญิงก็แยกกันไป พอคิดจะขายกลุ่มมัธยมต้นก็จะเป็นเนื้อหาอีกแบบหนึ่งการพบรัก การผจนภัยความฝันเป็นตัวแทนในการเติมเต็มความฝันสำหรับคนในวัยนั้น ผจนภัยออกไปในสถานที่ชวนตื่นเต้น หรือเนื้อหอมในหมู่ชายหญิง และสำหรับกลุ่มมัธยมปลายเนื้อหาก็จะเปลี่ยนไปตามหาที่สนใจ ตัวเอกก็จะอยู่ในวัยเดียกันมีความสนใจเรื่องเดียวกัน กีฬา อันตราย การเติมเต็มความฝันเกี่ยวกับการเป็นลูกพี่ใหญ่ มีคนนับหน้าถือตามีเส่ห์ในกลุ่มสาว สำหรับผู้หญิงก็สนใจเรื่องของความรัก ในรูปแบบที่แตกต่าง มีฉากหลับนอน ชวนฝันเช่นเดียวกับที่นิยายประโลมโลก หรือรักที่เต็มไปด้วยรสชาติชวนตื่นเต้นเติมเต็มความฝันในชีวิตปรกติ พอกลุ่มตลาดเป็นวัยทำงานก็เนื้อหาจะเปลี่ยนเป็นอีกแบบตามกลุ่มตลาดที่ต้องการขาย ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องขายเรื่อง Sex

และมันก็มีหนังสือโป๊ที่ขายเฉพาะผู้ใหญ่ ถ้าพูดถึงความสมควรแล้วมันไม่ควรเอามาขายตามท้องตลาดอยู่แล้ว หนังสือพวกนี้เอามาขายในบ้านเรา เพราะขายได้ดี หลบสายตาผู้ปกครองง่ายและเด็กกล้าทีจะซื้อมันมากกว่าหนังสือโป๊ใต้แผง พวกนี้จะสมควรจัดการ

แต่รายกายมองการ์ตูนในแบบที่เหมาะสมกับเด็กเท่านั้นและคิดว่าจะสร้างการเลียนแบบ ให้เด็กผู้ชายใช้กำลังตัดสินปัญหา ยุยงให้เด็กผู้หญิงกล้าที่จะหลับนอนกับผู้ชายง่ายขึ้น ทั้งที่ความรู้สึกของผมแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์สำเร็จรูปเช่นเดียวกับละครหรือภาพยนตร์ มันมีบทสรุปของมัน และอยากดูถูกเด็กที่กำลังอ่านการ์ตูน เค้าก็มีสมองในการเลือกที่จะกิน และไม่กินในสิ่งที่อยู่ในจาน ไม่ใช้ผ้าที่รอให้คนมาสาดสีใส่อย่างเดียว การ์ตูนอาจเป็นเพียงมือเล็กๆที่จะผลักใครลงสู่เหว แต่ถ้าเข้าใจมันคุณอาจจะมองในอีกมุมหนึ่งว่ามือเล็กๆนั้นกำลังช่วยดึงใครไม่ให้ตกเหว จากมืออื่นๆที่กำลังผลักใครสักคนลงเหวได้เหมือนกัน

การ์ตูนที่ดีมีมากมาย แต่...
ถ้ามองว่าการ์ตูนเป็นสีดำลองทำความเข้าใจสีดำนั้นให้ลึกซึ้งชัดๆ ผมไม่เถียงเรื่องความโป๊เปลือยทะลึ่งของการ์ตูนถ้ามันจะมี ผมไม่เถียงในเรื่องของ sex และความรุนแรงในการ์ตูนถ้ามันนำเสนอ แต่อยากจะบอกว่าในอาหารสีดำยังมีของที่มีประโยชน์อยู่มาก หากรู้จักเลือกกิน

ปัญหาที่ผมยังสงสัยอยู่ตอนนี้คือ คนของเรามันแย่ขนาดแยกแยะอะไรไม่ได้เลยเหรอ ผู้ใหญ่ถึงพยายามจะเลือกของให้กิน แทนที่จะสอนให้รู้จักแยกแยะในสิ่งที่อยู่ด้านหนัา

หรือว่าผู้ใหญ่ขี้เกียจสอน?

รายการนี้คงต้องทำการบ้านอีกมากถ้าจะนำเสนอโดยไม่ได้สัมผัสอย่างแท้จริง หวังว่าผมคงไม่เจอ หัวข้อรายการ
"โอตาคุ เหยื่อทางวัฒนธรรม" โดยคนที่ไม่เข้าใจว่าควรจะนำเสนอมันแบบไหน

2005/Jul/19

ภาพการ์ตูนจากเวป 100Tip จากการ์ตูนที่ใครก็รู้จัก

ทุกอย่างเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ มานั่งอ่านนิยายตัวเอง ตรงนี้เอามาจากอันนี้ ตรงนั้นเอามาจากเรื่องนี้ อือ... งานเราเต็มไปด้วยแรงบันดานใจจากชาวบ้านแบบนั้นเหรอ แล้วอะไรที่เป็น "ออริจินัล" ในงานของเรา? นั่งคิดแล้วก็พบว่ามันไม่มีเลย เพราะอ่านมากดูมากเล่นมากกินมากหรือเปล่าถึงกลายเป็นว่าซึมซับทุกอย่างมาเป็นแรงบัน

ในช่วงแรกที่คิดถึงเรื่องนี้พยายามหาความภูมิใจของตัวเอง โดยการหาสิ่งที่เป็น ออริจินัล เมื่อไม่พบก็รู้สึกว่าแย่แฮะ หากผมอยู่ในโลกที่ไม่ได้อ่านไม่ได้ดูไม่ได้เล่นไม่ได้กิน แล้วก็คงจะไม่สามารถเขียนนิยายได้

พอคิดถึงตรงนี้แล้วเริ่มรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง มันไม่ผิดว่างานของเราต้องเป็น ออรจินัลแท้ คิดมาด้วยตัวเองโดยไม่สามารถตามหาแรงบันดานใจได้ ถึงจะเป็นสิ่งทีดี คำถามต่อมาคือ แรงบันดานใจนั้นถูกนำมาทำเป็นสิ่งที่ "น่าสนใจ" หรือ "ไม่น่าสนใจ"

......แล้วสิ่งที่เรากำลังทำมันน่าสนใจหรือเปล่า?



ณัฐพล พรหมบุตร
View full profile